คลื่นความร้อน

คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมข้ามทวีป หลายประเทศอุณหภูมิสูงทุบสถิติ

คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมตั้งแต่สหรัฐ จรดตะวันออกกลาง ขณะที่นักวิจัยชี้การเสียชีวิตที่เกี่ยวกับความร้อน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพถูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์

ในรอบสัปดาห์นี้ คลื่นความร้อนปกคลุมทวีปอเมริกา ที่อุณภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหน่วยงานบริการสภาพอากาศแห่งชาตินิวยอร์ก (NWSNY) ได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับคลื่นความร้อนที่เกดขึ้นตั้งแต่วันอาทิตย์ (27 มิ.ย.) สำหรับรัฐนิวเจอร์ซีย์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นครนิวยอร์ก ภูมิภาคฮัดสันวัลเลย์ และหลายพื้นที่ของรัฐคอนเนตทิคัต รวมถึงขยายคำแนะนำเรื่องคลื่นความร้อนไปยังเทศมณฑลซัฟฟอล์กซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของนิวยอร์กเมื่อวันอังคาร (29 มิ.ย.)

คลื่นความร้อนซึ่งมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์หลายระลอก กำลังพัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

นครนิวยอร์กของสหรัฐฯเผชิญกับอกาศที่ร้อนและชื้นมานานหลายวัน โดยคาดว่าพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงถึง 90 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 32 องศาเซลเซียส ในสัปดาห์นี้

เช่นเดียวกับ แคนาดาที่เผชิญกับคลื่นคามร้อน และมีรายงานกรณีประชาชนเสียชีวิตจากอากาศร้อนระอุในรัฐบริติชโคลัมเบียอย่างน้อย 233 รายนับตั้งแต่คลื่นความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์พัดถล่มภูมิภาคตะวันตกของประเทศเมื่อวันศุกร์ (25 มิ.ย.) โดยแคนาดาไม่เคยเผชิญคลื่นความร้อนที่อยู่ยาวนานและร้อนแผดเผาเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์

ไม่เพียงแต่ในทวีปอเมริกาเหนือ หลายประเทศในยุโรปก็เผชิญกับคลื่นความร้อน ลามมาถึงตะวันออกกลาง โดยองค์กรอุตุนิยมวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาของอิรัก รายงานว่าคลื่นความร้อนลูกใหม่แผ่ปกคลุมอิรักโดยหลายจังหวัดทางตอนกลางและตอนใต้มีอุณหภูมิพุ่งสูงราว 50 องศาเซลเซียส

ก่อนหน้านี้ งานวิจัยที่คณะนักวิจัยออสเตรเลียร่วมจัดทำและได้รับการเผยแพร่บนวารสารเนเจอร์ไคลเมตเชนจ์ (Nature Climate Change) ระบุว่ากว่า 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์

คณะผู้จัดทำงานวิจัย ซึ่งมีคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเข้าร่วม ศึกษาการเสียชีวิตของประชาชน 30 ล้านคนในช่วงเกือบ 3 ทศวรรษ ในพื้นที่ 732 แห่งของประเทศและภูมิภาค 42 แห่ง โดยคณะผู้จัดทำใช้แบบจำลองทางระบาดวิทยาและสภาพภูมิอากาศล่าสุด เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงของฤดูที่มีอากาศอบอุ่น และพบว่าร้อยละ 37 ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนอาจมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“เราตรวจพบภาระทางสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันมีสาเหตุมาจากมนุษย์ มันแพร่ขยายในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ และคร่าชีวิตประชาชนหลักสิบจนถึงหลักร้อยรายต่อปี ในหลายๆ พื้นที่”

แม้สัดส่วนผู้ที่เสียชีวิตจากสภาพภูมิอากาศโดยมากจะอยู่ในประเทศที่มีอากาศอบอุ่น เช่น ทางตอนใต้ของยุโรป รวมถึงเอเชียใต้และตะวันตก แต่ยอดการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม สามารถพบได้ในทุกทวีปที่มีมนุษย์อาศัยอยู่

กัว อวี้หมิง หัวหน้าหน่วยวิจัยสภาพภูมิอากาศและคุณภาพอากาศของมหาวิทยาลัยโมนาช ระบุในบทความของหนังสือพิมพ์ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ (Sydney Morning Herald) ว่าการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในฤดูที่อบอุ่นของออสเตรเลียคิดเป็นราวร้อยละ 1.8 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด และราว 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับสถิติทั่วโลก

รายงานระบุว่าช่วงปี 1991-2018  ผู้ที่อาจเสียชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในเมือง 3 แห่งของออสเตรเลียอยู่ที่ 2,968 ราย โดยซิดนีย์มียอดผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้สูงสุดที่ 1,484 ราย ตามด้วยเมลเบิร์น 924 ราย และบริสเบน  560 ราย

10 ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

คณะแพทย์ฯ จุฬาฯ ชูพหุวัฒนธรรม ลดความเหลื่อมล้ำบริการสุขภาพ
ลาแอฟริกา สร้างความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่ไทย-เวียดนาม
เตือนไทย-เวียดนาม เสี่ยงโรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คน ผ่านเส้นทางค้าหนังลาป้อนตลาดจีน
"Work Life Balance ไม่ได้มาฟรี ๆ" ธนา เธียรอัจฉริยะ มองชีวิต-การงาน
ประวัติศาสตร์ไทยในฉลองพระองค์
คีตศิลป์นครศรีฯ สืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นแดนใต้
เวิร์กช้อปสื่อ เข้าใจ "ท้องวัยรุ่น"
ศิลปะแห่งความรัก
เรารบกันวันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง : ช่อง one31 กับ 8 ปี ทีวีดิจิทัล
สังคมเปลี่ยน สื่อปรับ ช่อง 3 จะไปทางไหน