วัคซีนโควิด-19 ไม่ได้เป็นเรื่องของปริมาณผลิตไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันมีหลากหลายให้เลือกและกำลังการผลิตเพียงพอ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่การกระจายวัคซีนให้ทั่วถึง
ปัญหาการกระจายวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด มีมาตั้งแต่ต้น เมื่อประเทศที่มีฐานะร่ำรวยได้จองวัคซีนที่ผลิตขึ้นจำนวนมาก มีเหลือให้กับประเทศฐานะยากจนกว่าเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ปัญหาการจัดการการระบาดเป็นไปอย่างยากลำบาก
เพราะจากการระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและไวรัสก็มีโอกาสกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึงทั่วทุกประเทศ เพราะถึงที่สุด โอกาสกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้น หากยังพบว่ามีการระบาดรุนแรงในบางพื้นที่และในที่สุดก็จะย้อนกลับไปอีกประเทศ แม้จะมีการฉีดวัคซีนแล้ว
แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN) บอกว่าขณะนี้ทั่วโลกสามารถผลิตวัคซีนโควิดได้เกือบ 1,500 ล้านโดสต่อเดือน ดังนั้น สามารถไปถึงประชากรในทุกประเทศได้ถึง 40% ก่อนสิ้นปีนี้ หากสามารถจัดหาเงินทุน 8,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับใช้ในการแจกจ่ายวัคซีนเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียม
เลขาฯ ยูเอ็น กล่าวว่าการไม่สามารถแจกจ่ายวัคซีนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ทำให้เกิดคำถามเรื่องความไม่ถูกต้องดีงามเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดคำถามเรื่องความโง่เขลาเบาปัญญาด้วย เพราะบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว เร่งฉีดวัคซีนเข็มสองเข็มสามจะไม่ได้ผลอะไรเลย หากส่วนอื่น ๆ ของโลกยังคงไม่ได้ฉีดวัคซีน และมีการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัสเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
“การประชุมของกลุ่มประเทศจี 20 ในปลายเดือนนี้จะเป็นโอกาสของการจัดส่งวัคซีน และขอเรียกร้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกตื่นตัว ระดมทรัพยากร และทำให้กลยุทธ์ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ”

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเช่นเดียวกันว่าอนามัยโลกตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชากรโลก 40% ภายในปีนี้ และเพิ่มเป็น 70% ภายในช่วงกลางปีหน้า
ขณะนี้มีการแจกจ่ายวัคซีนไปแล้ว 6,500 ล้านโดสทั่วโลก และขาดอีก 5,000 ล้านโดสเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการฉีดวัคซีนให้ประชากรโลก 70% ภายในกลางปีหน้า ซึ่งสามารถทำได้หากพิจารณาจากอัตราการผลิตวัคซีนในทุกวันนี้
“ปัญหาตอนนี้คือไม่ใช่การผลิตไม่เพียงพอ แต่เป็นปัญหาที่การกระจายวัคซีนมากกว่า”
องค์การอนามัยโลกรายงานว่าตามเป้าหมายเดิม คือการฉีดวัคซีนให้ประชากรทุกประเทศอย่างน้อย 10% ภายในเดือนกันยายนนั้น ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามเป้า โดยมี 56 ประเทศที่ยังไม่สามารถทำได้ ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งต้องการวัคซีนรวมกันอีกอย่างน้อย 200 ล้านโดสเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
การทำให้เป้าหมาย 40% ภายในปีนี้เกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนลำดับขั้นก่อนหลังของประเทศที่จะได้รับวัคซีนบริจาคจากโครงการโคแวกซ์ (COVAX) กล่าวคือ ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนเกิน 10% แล้วควรเสียสละให้ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำเป็นประเทศที่ได้รับวัคซีนบริจาคก่อน
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ใหม่ยังรวมถึงการแบ่งปันเทคโนโลยีการคิดค้นพัฒนาและใบอนุญาตวัคซีนของประเทศพัฒนาแล้วให้แก่บรรดาประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต รวมทั้งขอให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่าง ๆ เร่งผลิตให้กับโครงการของยูเอ็นและอนามัยโลกก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อจะได้แจกจ่ายให้ประเทศรายได้ต่ำอย่างทั่วถึง
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต่างๆ ก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการให้เงินทุนแก่ประเทศที่ขาดแคลนปัจจัยสำหรับการขนส่งวัคซีนไปยังพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เป็นต้น
องค์การอนามัยโลก ยังคงเน้นย้ำกระบวนการฉีดวัคซีน 3 ลำดับ โดยลำดับแรกคือประชากรสูงอายุ บุคลากรด่านหน้า และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ลำดับที่สองคือประชากรวัยผู้ใหญ่ และลำดับสุดท้ายคือเยาวชน
องค์การอนามัยโลก และ องค์การสหประชาชาติ ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ หลังจากที่แผนการฉีดวัคซีน ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้การต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ยุ่งยากมากขึ้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
วัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 รอปีหน้า สธ.เร่งเจรจาผู้ผลิตวัคซีนทุกยี่ห้อ
อนามัยโลกชี้คนรับข้อมูลแบบผิด ๆ ไม่ยอมฉีดวัคซีนทำโควิดระบาดหนัก